กรณีพิพาทไทย - อินโดจีน (พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๘๔)
๑) ทหารนาวิกโยธินปฏิบัติการรบในสงคราม

       สถานการณ์ทั่วไป
       เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๔๘๓ รัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเสนอให้ ฝรั่งเศส ปักปันเขตแดนตามแนวแม่น้ำโขงเสียใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแนวธรรมชาติและความยุติธรรมด้วย แต่ทางฝ่าย ฝรั่งเศสได้ตอบปฏิเสธ จึงทำให้ประชาชนชาวไทย
ที่เคยได้รับ ความขมขื่นตลอดมา ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ จากการที่ถูก ฝรั่งเศสคดโกงเอาดินแดนของไทยไปมาก
และยังมากดขี่ข่มเหง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ การสังคม อีกรัฐบาลฝรั่งเศส ยังหาได้นำพาต่อความยุติธรรมเช่นนี้
ก็เกิดความแค้นชิงชังมากขึ้น
ได้มีประชาชนหลายหมู่หลายคณะทุกเพศทุกวัย ทำการเดินขบวน เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการเรียกร้องเอาดินแดนคืนมาจากฝรั่งเศส ให้จงได้ ไม่ว่ากรณีใด การเดินขบวนเริ่มจากจังหวัดพระนคร
และ ได้แพร่ไปทุกจังหวัด นอกจากนี้ยังได้มีการสละทรัพย์สิน เพื่อ รวบรวมซื้ออาวุธ และสร้างสมกำลังอีกจำนวนมาก
ส่วนทางด้านฝรั่งเศส ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในการเตรียมกำลังรบซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าฝรั่งเศสในอินโดจีน
เตรียมทำการรบกับไทย ได้มีการโยกย้ายกำลังทหารจากอ่าวตังเกี๊ยมายังชายแดนไทยและได้ทำการรวบรวมอาวุธยุทธภัณฑ์ และสะสมเสบียงอาหารไว้ตามชายแดนไทยเป็นจำนวนมากบางแห่งได้วางที่ตั้งยิงปืนใหญ่โดยหันปากกระบอกมายังฝ่ายไทย ยังมีการขุดสนามเพลาะและจัดวางรังปืนกลตามฝั่งแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมากแห่งอย่างผิดสังเกต

       สถานการณ์เฉพาะ
       วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๘๓ เวลา ๐๙.๐๐ เครื่องบินฝรั่งเศส ๑ เครื่อง ได้บินล้ำแดนเข้ามาทาง กิ่งอำเภอคลองใหญ่
จังหวัดตราด บินลึกเข้ามาประมาณ ๕ กม. แล้วบินกลับไปทางทะเล รัฐบาลไทยได้ประท้วงไปยังฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสก็หาได้นำพาต่อการประท้วงครั้งนั้นไม่ และซ้ำยังได้ส่งเครื่องบินมาทำการตรวจการณ์ล้ำแดนไทยอยู่เนือง ๆ อีกด้วย
       วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๔๘๓ ไทยจับทหารฝรั่งเศสได้พร้อมด้วยอาวุธและกระสุนปืนที่บ้านโคกสูง ในเขตอำเภออรัญประเทศ โดยเชลยนั้นได้ให้การสารภาพว่า ฝรั่งเศสได้ใช้ตนเข้ามาทำการลาดตระเวนในเขตไทย
       วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๓ เวลา ๐๘.๐๐ เครื่องบินขับไล่ของฝรั่งเศส๕ เครื่อง พร้อมด้วยเครื่องบินตรวจการณ์
อีก ๑ เครื่อง เข้ามาโจมตีทิ้งระเบิดแล้วหนีไป ฝ่ายไทยได้รับความเสียหายจากลูกระเบิด
๓ ลูก มีตำรวจบาดเจ็บ ๓ คน มีผู้หญิงและเด็กบาดเจ็บรวม ๓ คน รัฐบาลไทยตัดสินใจใช้กำลังทหาร เพื่อป้องกันประเทศในทันทีโดยได้ออกคำสั่งให้กองพลลพบุรี เคลื่อนย้ายกำลังเข้าไปรวมพลที่ จังหวัดปราจีนบุรี
ขณะเดียวกันได้สั่งให้ กำลังทางอากาศบินไปโจมตีเป็นการโต้ตอบด้วย
       ต่อมาในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๓ ฝ่ายไทยได้ประกาศระดมพลและสั่งเคลื่อนกำลังทหารส่วนใหญ่เข้าประจำชายแดน เพื่อเข้าตีและโต้ตอบโดยการจัดกำลังเป็นกองทัพด้านบูรพาเข้าตีทางชายแดนด้านตะวันออก ตั้งแต่อรัญประเทศไปจรดฝั่งทะเล กองทัพอีสานปฏิบัติการทางด้านจังหวัดสุรินทร์
อุบลฯ และสนับสนุนการปฏิบัติของกองพลพายัพ เข้าปฏิบัติการทางด้านหลวงพระบาง กองทัพด้านบูรพาได้รับคำสั่งให้ทำการเข้าตีตามทิศทางแนวถนนอรัญประเทศ ศรีโสภณ พระตะบอง ไปพนมเปญ และให้ทำยุทธ์บรรจบกับกองทัพอีสานทางด้านสุรินทร์ เพื่อทำการรุกต่อไปเพื่อยึดเสียมราฐ
นครวัด กำปงทม และพนมเปญ อีกทางหนึ่ง การปฏิบัติของกองทัพด้านบูรพาคือให้กองพลวัฒนา เข้ามายึดพื้นที่ป้องกัน
ชายแดนในขั้นต้น กับกองพลลพบุรี และกองพลพระนคร ทำการรุกทางด้านอรัญประเทศ ปอยเปต ศรีโสภณ และเตรียม
การรุกต่อไปทางใต้ เพื่อยึดพนมเปญ ส่วนกองพลนาวิกโยธินจันทบุรีให้ทำการเข้าตีทางไพลินไปบรรจบกับกองพลลพบุรี
ที่พระตะบอง การรุกทางด้านอรัญประเทศ ในขั้นต้นให้กองพลพระนครอยู่ทางด้านเหนือกองพลลพบุรีอยู่ทางใต้ ส่วนกอง
พลวัฒนาเป็นกองหนุน ให้กองพลลพบุรีไปทำการบรรจบกับกองพลนาวิกโยธินจันทบุรีที่พระตะบอง ส่วนกองพลพระนคร
ให้ทำการบรรจบกับกองทัพอีสานด้านสุรินทร์ที่ศรีโสภณ และเสียมราฐ

       การประกอบกำลังและเคลื่อนย้ายกำลัง
       กองพลจันทบุรี มี น.ต.ทองหล่อ ขำหิรัญ ร.น. เป็น ผบ.พล. ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ และได้รับยศ เป็น
พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ ถือว่าเป็น ผบ.นย. คนแรกของกรมนาวิกโยธิน กองพลจันทบุรีประกอบกำลังดังนี้
       กองพลทหารราบที่ ๑ (นย.) น.ต.หลวงอธึกโยธิน ร.น. เป็น ผบ.พัน.
       กองพลทหารราบที่ ๒ (นย.) น.ต.สันต์ สันติวาสะ ร.น. เป็น ผบ.พัน.
       กองพลทหารราบที่ ๓ (นย.) น.ต.เที่ยง เสถียรไทย ร.น. เป็น ผบ.พัน.
       กองพลทหารม้า (ม.พัน.๔ ทบ.) พ.ต.ขุนเจริญสรไกร เป็น ผบ.พัน.
       กองพันทหารปืนใหญ่ (นย.) ร.อ.ประดิษฐ์ พูลเกษ ร.น. เป็น ผบ.พัน.
       กองทหารช่าง (ทบ.) ร.ท.ประเสริฐ รอดวรรณะ เป็น ผบ.กอง
       กองทหารสื่อสาร (ทบ.) ร.อ.สระ สุระวรรธนะ เป็น ผบ.กอง
กำลังต่าง ๆ ของ นย. ดังกล่าว มีที่ตั้งอยู่ที่สถานีทหารเรือสัตหีบ ฉะนั้นจึงต้องยาตรากำลัง จากสัตหีบ โดยทางเรือ
ไปเข้าที่รวมพลที่ค่าย ม.พัน ๔ จังหวัดจันทบุรี (ค่ายตากสินในปัจจุบัน) แบ่งการยาตรากำลังออกเป็น ๗ ส่วน ส่วนแรก
ออกเดินทางจากสัตหีบ เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๘๓ เวลา ๒๓.๑๕ และเข้าร่วมพลที่ ม.พัน.๔ เรียบร้อยในเวลา ๑๖.๐๐
ของวันรุ่งขึ้น
ส่วนที่ ๗ ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายเป็นหน่วยทหารช่าง จากจังหวัดราชบุรีเข้าที่รวมพลเรียบร้อย เมื่อเย็นวันที่
๒๕ มกราคม ๒๔๘๔
เมื่อกำลัง นย.ส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ มีกำลัง ๔ กองร้อยปืนเล็กเข้ารวมพลที่ ม.พัน๔ เสร็จแล้ว ได้รีบเคลื่อนย้ายกำลังไปรักษาช่องทางเคลื่อนที่ที่ อ.โป่งน้ำร้อน จว.จันทบุรี โดยรีบด่วน เข้าที่เรียบร้อย เมื่อเย็นวันที่
๙ ธันวาคม ๒๔๘๓
ณ จุดต่าง ๆ ตามแนวชายแดน คือ บ.คลองใหญ่ บ.คลี่ บ.โอลำเจียก บ.ผักกาด บ.โป่งสลา
บ.บึงชะนังล่าง บ.บึงชะนังกลาง บ.แหลม บ.โป่งน้ำร้อน กำลังทหารรบ นย.ส่วนที่เหลือ เข้าประจำการแนวชายแดน
เสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๘๓ โดยกระจายกำลังเพิ่มเติมไปที่ บ.ใหม่ บ.นาแปลง ส่วนกำลังทหารปืนใหญ่
นย. ส่วนแรกเข้าที่ตั้งยิงที่ บ.บึงชะนัง เสร็จเมื่อคืนวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๓ และปืนใหญ่ส่วนสุดท้ายเสร็จ เมื่อวันที่
๑๘ มกราคม ๒๓๘๔

การชักธงชาติไทยคู่กับธงชาติญี่ปุ่นที่สภาผู้แทนราษฎร



เพื่อแสดงความยินดีในผลสำเร็จแห่งการไกล่เกลี่ย
ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส

๒) การปะทะตามแนวเขตแดนก่อนการรุก

       การปะทะที่ บ.โอลำเจียก
       เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๓ เวลา ๑๐.๒๐ ขณะหมู่ลาดตระเวนของ ม.พัน ๔ ออกลาดตระเวนเส้นทางระหว่าง
บ.โอลำเจียกไปยังประเทศเขมร ได้ปะทะกับ ข้าศึกประมาณ ๓๐ คน ซึ่งมีนายทหารฝรั่งเศสเป็นผู้บังคับบัญชา และทหารญวน
เป็น ผู้ใต้บังคับบัญชา ปะทะกันอย่างรุนแรงประมาณ ๒๐ นาที ฝ่ายข้าศึก หลบหนีไป และมีฝ่ายข้าศึกเสียชีวิต ๓ คน บาดเจ็บ
สาหัสอีก ๑ คน
       การปะทะที่ไร่ยาสูบ หลักเขต ๕๘ - ๕๙
      วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๘๓ เวลา ๑๑.๕๐ขณะที่ พัน.ร.๒ ร้อย ๖ นย. ซึ่งวางกำลัง อยู่ที่ บ.บึงชะนัง ได้ส่งหมู่ลาดตระเวน
ตรวจตราพื้นที่ ได้ปะทะข้าศึกประมาณ ๓๐ คน อย่างรุนแรง ร้อย ๖ ได้ส่งกำลังอีก ๒ หมู่มาช่วยเหลือเข้าโอบล้อม ข้าศึกจึงถอน
ตัวหนี ผลการปะทะ ฝ่ายข้าศึกเสียชีวิต ๕ คน บาดเจ็บ ๗ คน ฝ่ายเราไม่มีผู้ใดเป็นอันตราย
       การปะทะที่บ้านพุมเรียงล่าง
      วันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๐๖.๐๐ พัน.ร. ๒ นย. ได้จัดกำลัง ๒ หมวดปืนเล็ก ออกทำการลาดตระเวนหาข่าวที่ตั้งของข้าศึก ซึ่งทราบจากชาวบ้านว่าข้าศึก ดัดแปลงภูมิประเทศอยู่ที่ บ.พุมเรียงล่าง มีกำลังไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน ห่างจากแนวฝ่ายเราประมาณ ๔ กม. เมื่อเคลื่อนที่ยึด บ.พุมเรียงบน และคุมชาวบ้านไว้ได้หมดแล้ว ขณะเคลื่อนที่ไป บ.พุมเรียงล่าง ได้ปะทะกับข้าศึก
อย่างหนักจึงได้ถอนตัวกลับ บ.บึงชะนังล่าง ผลการปะทะครั้งนี้ ฝ่ายเราเสียชีวิตไป ๒ นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ๑ นาย โดยไม่ทราบการสูญเสียของฝ่ายข้าศึก
       การปะทะที่ บ.โป่งสลา
พัน.ร.๑ ร้อย ๓ นย. เข้าที่มั่นดัดแปลงที่ บ.โป่งสลา เสร็จในเย็นวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๓ ครั้นถึงวันที่ ๕ มกราคม ๒๔๘๔
เวลาประมาณ ๑๐.๐๐
ข้าศึกกำลังประมาณ ๖๐๐ คน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคลอง บ.โป่งสลา ได้นำกำลังเข้าตีที่มั่นของ ร้อย ๓
การตะลุมบอน และการต่อสู้ในระยะประชิด ดำเนินไปประมาณ ๓๐ นาที ณ บริเวณที่ฝ่ายเรายึดอยู่ ในที่สุดปรากฏว่านายทหารฝรั่งเศส ซึ่งคุมส่วนหน้าถูกกระสุนปืนของฝ่ายเราตายในสนามรบ ข้าศึกจึงเป่าแตรสัญญาณถอยทันที ผลการต่อสู้ฝ่ายข้าศึกส่วนมากเป็นทหารญวนตาย
ในบริเวณที่ตะลุมบอนของฝั่งเรา ๘ คน พร้อมนายทหารฝรั่งเศส ๑ คน และถูกฝ่ายเราจับเป็นเชลยได้ ๑ คน แต่ฝ่ายเราก็มีเสียชีวิต ๔ คน

การสวนสนามเนื่องในวันงานฉลองชัยชนะ


ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจสนามที่ไปปฏิบัติการรบชนะ

๓) เมื่อกองพลนาวิกโยธินจันทบุรีเป็นฝ่ายเข้าตี

       เมื่อข้าศึกทราบว่าฝ่ายเราได้ยาตรากำลังส่วนใหญ่ มุ่งหมายจะเข้าปฏิบัติการด้านจังหวัดจันทบุรี ข้าศึกจึงเคลื่อนย้ายกำลังจากด้านอื่น เข้ามาเสริมโดยข้าศึกวางกำลังตั้งรับไว้ดังนี้
       ที่ บ.พุมเรียงล่าง ไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน
       ที่ บ.บางกระเรียง ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน
       ที่ บ.ศาลานอก ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน
       ที่ บ.ไพลิน ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน พร้อมด้วยปืนใหญ่ขนาดเล็ก ๕ กระบอก
       ข้าศึกส่วนใหญ่เป็นชาวญวน และ เขมร ซึ่งฝรั่งเศสเรียกระดมพลมาทำการรบ เฉพาะผู้บังคับบัญชาในชั้นผู้บังคับกองพันหรือกองร้อยอิสระเท่านั้นที่เป็นทหารฝรั่งเศส จึงอนุมานได้ว่าขวัญ และประสิทธิภาพใน
การรบด้อยกว่าฝ่ายเรา ที่หมายการเข้าตีของ เมื่อข้าศึกทราบว่าฝ่ายเราได้ยาตรากำลังส่วนใหญ่ มุ่งหมายจะเข้าปฏิบัติการด้านจังหวัดจันทบุรี ข้าศึกจึงเคลื่อนย้ายกำลังจากด้านอื่น เข้ามาเสริมโดยข้าศึกวางกำลังตั้งรับไว้ดังนี้
       ที่ บ.พุมเรียงล่าง ไม่น้อยกว่า ๑ กองพัน
       ที่ บ.บางกระเรียง ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน
       ที่ บ.ศาลานอก ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน
       ที่ บ.ไพลิน ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน พร้อมด้วยปืนใหญ่ขนาดเล็ก ๕ กระบอก
       ข้าศึกส่วนใหญ่เป็นชาวญวน และ เขมร ซึ่งฝรั่งเศสเรียกระดมพลมาทำการรบ เฉพาะผู้บังคับบัญชาในชั้นผู้บังคับกองพันหรือกองร้อยอิสระเท่านั้นที่เป็นทหารฝรั่งเศส จึงอนุมานได้ว่าขวัญ และประสิทธิภาพในการรบ
ด้อยกว่าฝ่ายเรา ที่หมายการเข้าตีของกองพลจันทบุรี คือ ขั้นที่ ๑ เข้ายึด บ.ไพลิน ขั้นที่ ๒ เข้ายึดเมืองพระตะบอง เพื่อไปทำการยุทธ์บรรจบกับกองพลลพบุรี ซึ่งทำการรุกจากด้านอรัญประเทศ และมาพบกันที่เมืองพระตะบองเพื่อเข้าตีกรุงพนมเปญต่อไป
       วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๑๙.๔๕ กองพลจันทบุรี ได้รับคำสั่งจากแม่ทัพกองทัพบูรพาทางวิทยุ ให้เคลื่อนที่เข้าตีรุกเข้าไปในดินแดนประเทศเขมร กองพลจันทบุรีจัดกำลังเข้าตีเป็น ๒ กองรบ คือ กองรบด้านเหนือ และกองรบด้านใต้
กองรบด้านเหนือ ได้เริ่มเคลื่อนที่เข้าตีจาก บ.บึงชะนังกลาง ในคืนวันที่ ๒๗ ต่อ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๒๔.๐๐ มุ่งเข้าสู่ บ.พุมเรียงล่าง ข้าศึกได้ต่อสู้อย่างรุนแรง ข้าศึกบางส่วนได้ยกธงขาวเป็นสัญญาณยอมแพ้ บางส่วนถอนตัวรบหน่วงเวลา และฝ่ายเราสามารถยึด บ.พุมเรียงล่าง ได้ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๑๘.๐๐
การรบด้านใต้ ได้เริ่มเข้าตีเพื่อยึด บ.ตาพรม บ.บ่อตั้งสู้ และ บ.บ่อหญ้าคา ในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๐๘.๓๐ ยึด
บ.บ่อตั้งสู้ได้ และยึด บ.ตั้งมะไฟได้โดยไม่มีการต่อสู้ ทำการรุกต่อไปเข้ายึด บ.บ่อหญ้าคา และ บ.สรอบ ข้าศึกมิได้ทำการยิง
หากแต่ยกธงขาวโบกไปมา และส่งหัวหน้าซึ่งเป็นชาวญวนเข้ามาเจรจากองรบด้านใต้จึงหยุดยึดภูมิประเทศ บริเวณ บ.สรอบ
เพื่อตรึงไว้เมื่อเวลา ๑๕.๓๐

       สรุปการรุกของกองพลจันทบุรีในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ ฝ่ายเราสามารถยึดพื้นที่ของข้าศึกได้ ๑๒ ตำบล คือ บ.ตาเสน บ.ตามัว บ.พุมเรียงล่าง บ.พงกระเชียง บ.ห้วยเขมร บ.บ่อตั้งสู้ บ.ตั้งมะไฟ บ.บ่อหญ้าคา บ.สรอบล่าง บ.เขาเขียว บ.คลองกะปุก

สงครามยุติ

       ระหว่างที่กองทัพไทยบุกเข้าในประเทศเขมร และลาว เริ่มต้นตั้งแต่ วันที่ ๕ มกราคม ๒๔๘๔ และสามารถยึดดินแดนเพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ นั้น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในเวลานั้น ได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย กรณีพิพาทระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส สงคราม จึงยุติลงเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๘๔ เวลา ๑๐.๐๐